หนังฝรั่ง  No One Will Save You เล่าราวของ ไบรน์ อดัมส์ หญิงสาวที่อยู่อาศัยอยู่ในบ้านที่คุณเคยชินมาตั้งแต่เด็กๆอย่างสันโดษ แต่ว่าเหตุการณ์ของคุณจำต้องกลับไปเพียงแค่เลวทรามข้ามคืน เมื่อจะต้องเจอหน้ากับการบุกรุกบ้านของแขกที่ไม่สามารถที่จะเจาะจงได้แจ่มชัดว่ามันเป็นตัวอะไร ทราบแค่เพียงมันตัวแปลกแปลก แล้วก็ไม่บางทีอาจทราบถึงเป้าหมายการมาของมันนี่เป็นผลงานปัจจุบันของ “ไบรอัน ดัฟฟิลด์” นักสร้างภาพยนตร์ดาวรุ่งที่น่าเฝ้าดูอีกคนภายในยุคนี้ โดยนี่ถือได้ว่าผลงานดูแลหนังยาวเรื่องที่ 2 ในอาชีพของเขา ภายหลังที่เคยเดบิวต์จากภาพยนตร์ตลกสยองขวัญ Spontaneous มาเมื่อตอนก่อนวัววิด-19 โดยคราวนี้เขายังคงรับหน้าที่ควบคุมและก็เขียนบทหนังเองอีกเหมือนปกติ

ไบรอัน ดัฟฟิลด์ เคยเป็นผู้เขียนบทหนังมาก่อน เขาเคยแต่งโครงเรื่องให้กับหนังดังๆอย่าง The Babysitter, Divergent: Insurgent แล้วก็ปัจจุบันกับ Love and Monsters ที่มองจากประสบการณ์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา เขาออกจะเก่งกับงานด้านการเขียนหนังสยองขวัญ-ตื่นเต้นเป็นทุนเดิมอยู่ไม่น้อย แม้กระนั้นคราวนี้กลับมาในแนวสยองขวัญเหมือนเคย แม้กระนั้นเสริมเติมด้วยความเป็นไซไฟลี้ลับ ซึ่งดูท่าจะยังเข้ามือเขาได้อย่างดีเยี่ยม

การเล่าเรื่องของ No One Will Save You นับว่าวับไวพอดี เปิดเรื่องมาก็เกือบจะไม่ต้องเสียเวล่ำเวลาปูเรื่องอะไรทั้งหมด เริ่มมายังไม่ถึงสิบนาทีก็(กระตุกขวัญ)เข้าใจเลย กลิ่นของหนังก็บางทีก็อาจจะคล้ายกับเอาชีวิตรอดท่ามกลางเหตุการณ์ที่ไม่รู้เรื่องอิโหน่อิเหน่ แบบ A Quiet Place หรือ Nope ที่พาผู้ชมติดตามชีวิตของผู้แสดงหลักไปเรื่อยเก็บข้อมูลและก็เนื้อหาแบบรู้ทันกัน ถือได้ว่าเป็นกิมไม่กสำหรับการเล่าที่เชื้อเชิญผู้ชมติดตามได้อย่างดีเยี่ยม

 

หนังฝรั่ง

หนังฝรั่ง ดูหนังเต็มเรื่อง HD หนังพากย์ไทย

โดยในภาคนี้กลุ่ม Expendables อีกทั้งหน้าเก่าแล้วก็คนใหม่ จะต้องออกไปทำภารกิจบุกไปที่โรงเก็บอาวุธเคมีเก่าของกัดดาฟี ในลิเบียเพื่อขวาง ราห์มัต สมัยก่อนนักค้าอาวุธผู้ดีอังกฤษพร้อมด้วยกองทัพของเขาได้ลักขโมยกระเป๋าใส่ตัวจุดชนวนหัวรบนิวเลียร์ไปให้นายจ้างสุดไร้มนุษยธรรมอย่าง โอซะลอต กับ ราห์มัต และก็ได้หลบซ่อนไปก่อนที่จะกลุ่ม Expendables จะหยุดเขาไว้ได้ ถ้าเกิดตัวจุดชนวนไปถึงมือโอซะลอตโลกจะถูกทำลาย ภายหลังความอุตสาหะที่จะจับตัวราห์หมัดล้มเหลว การตามล่าดำเนินถัดมาจนกระทั่งเรือจินยี่ห้อ ที่ที่ซึ่งการเปิดเผยตัวของโอซะลอตและก็การหักมุมได้เริ่มขึ้น

Expend4bles โคตรคนทีมมหารอยดำ 4 ภาคนี้แปลงมาใช้บริการผู้กำกับคนใหม่(อีกแล้ว) เป็น “สก็อต วากก์” ที่พึ่งส่งผลงานออกไปหมาดๆอย่าง Hidden Strike เมื่อตอนหน้าร้อนก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าคนใดกันแน่ที่เคยผ่านตาเคยมองผลงานของผู้กำกับท่านนี้ก็คงจำต้องได้แบบเกริ่นนำไปก่อนว่า อย่าไปคาดหมายมากมาย เนื่องจากเขาเป็นผู้กำกับหนังบู๊ที่บางครั้งก็อาจจะมิได้มีความละเอียดและก็เฉียบคมในผลงานสักเท่าไหร่ แม้กระนั้นย้ำการถ่ายทอดงานหนังบู๊เข้าถึงอารมณ์ผู้ชมมากยิ่งกว่า

แล้วก็โน่นก็เลยทำให้ภาคที่ 4 ของหนังชุดนี้นั้นสำเร็จลัพธ์ออกมาที่คล้ายกับย้อน หนังฝรั่ง กลับไปสู่ความเบสิคอีกครั้ง แปลงเป็นว่า Expendables 4 กลับมาด้วยรสที่ออกจะจืดชืดไปสักนิด น้ำมากมายกว่าเนื้อไปนิด ซ้ำยังเต็มไปด้วยมุกในหนังบู๊แบบ Old School ที่ถูกใส่เอาไว้ ทำให้มีความรู้สึกว่าหนังจะเชยไปถึงไหน โดยที่รายละเอียดของหนังก็เกือบจะไม่ได้ต่างอะไรไปจากบรรดาหนังแอคชั่นปลายสมัย 1990s หรือต้นปี 2000s ที่เกือบจะไม่มีส่วนประกอบที่แข็งแรงรวมทั้งสดใหม่อะไรก็แล้วแต่เลย

แม้กระนั้นขั้นต่ำๆหนังก็จัดตัวตนของตนก้าวหน้าว่าผู้ชมอยากได้มองเห็นอะไร ทำให้พวกเขาเลือกที่จะไปยกข้อดีรวมทั้งจุดขายนั้นๆแทน ซึ่งก็เปลี่ยนเป็นจุดเด่นที่ทำให้ Expendables 4 ยังคงสะดุดตาสำหรับในการให้แสงสว่างและก็กระจัดกระจายความเด่นของค้างแรกเตอร์ผู้แสดงต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งส่วนประกอบนี้ของหนังนับว่าทำเป็นเหมาะสมที่สุดเท่าที่จะมองหาได้ โน่นทำให้ทุกๆนักแสดงมีความทัดเทียมแล้วก็เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ผู้ชมได้ทราบจะตัวตนพวกนั้นไปด้วย

A Million Miles Away ฝันให้ไกลไปถึงอวกาศ

A Million Miles Away ฝันให้ไกลไปถึงอวกาศ เป็นการเผยแพร่เรื่องราวชีวิตระดับตำนานของ โฮโซ เฮอร์นันเดซ นักบินอวกาศเชื้อสายภาษาละตินและก็บอกภาษาประเทศสเปน ที่สนับสนุนตนเองด้วยฝันที่ไกลยิ่งว่าตำแหน่งของโลก จากลูกกสิกรปกติที่ย้ายถิ่นมาจากประเทศเม็กซิโก เปลี่ยนมาเป็นข้าราชการวิศวกรห้องปฏิบัติประจำหน่วยงานองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ(สหรัฐอเมริกา) และก็เป็นนักบินอวกาศได้เสร็จ เพียงแต่ความทะยานอยากและไม่หยุดที่จะเพิ่มเติมความฝันของเขาให้เปลี่ยนเป็นข้อเท็จจริงให้ได้ในวันใดวันหนึ่ง

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่านี่เป็นหนังที่ผลิตขึ้นมาจากข้อเท็จจริง โดยดัดแปลงแก้ไขสร้างขึ้นจากพ็อกเก็ตบุ้คขายดิบขายดีของ โฮโซ เฮอร์นันเดซ นักบินอวกาศผู้เป็นตำนานขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ(สหรัฐอเมริกา) ซึ่งหนังหัวข้อนี้ถือเป็นการผนึกกำลังสร้างของกลุ่มผู้ผลิตเชื้อสายภาษาละตินอย่างภูมิใจ นำกลุ่มโดย “อเลฮานดรา มาร์เกซ อเบลลา” ผู้กำกับหญิงไฟแรงที่เคยสั่งสมประสบการณ์จากการผลิตหนังแล้วก็เขียนบทมาอยู่หลายปีที่ผ่านเลยมา ผลงานเด่นๆก็เคยควบคุมซีรีส์ Narcos: Mexico นั่นเอง

โดยในคราวนี้คุณยังร่วมกลุ่มช่วยเขียนบทหนังกับ “เฮอร์นัน พบเมเนซ” รวมทั้ง “”เบ็ตติเตียนทุ่งนา กิโลอิส” ที่ทำให้หนังประเด็นนี้เข้มข้นด้วยเลือดรวมทั้งความเป็นภาษาละตินแบบจัดจ้าทีเดียว ถึงส่วนประกอบต่างๆมันช่างประจวบเหมาะเป็นไปตามสูตรสำเร็จของหนังดรามาประวัติส่วนตัวคนมีชื่อเสียงที่เคยสร้างกันมาล้นหลาม หนังมิได้มีลูกเล่นอะไรให้เชื้อเชิญละลานตา แม้กระนั้นปลดปล่อยผู้ชมดูดซับกับทางชีวิตสำหรับเพื่อการพิสูจน์ตนเองไปสู่ทางฝันของโฮโซได้อย่างทรงประสิทธิภาพ

A Million Miles Away อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีแนวทางการเล่าที่ค่อนข้างจะจืดชืดไปสักนิดสักหน่อย หนังลำดับเรื่องราวตามไทม์ไลน์ไปเรื่อยโดยที่มิได้มีจุดพีคอะไรเยอะแค่ไหน แม้กระนั้นก็สามารถเก็บเนื้อหาในตอนช่วง รวมทั้งวัฒนธรรมชาวภาษาละตินเอาไว้ได้อย่างจัดจ้าดีตลอดดีตลอดทั้งเรื่อง แน่ๆว่าเรื่องการเหยียดเชื้อชาติจำเป็นต้องถุกใส่เข้ามาในหนังประเด็นนี้แบบหลีกเลี่ยงมิได้อยู่แล้ว แม้กระนั้นขั้นต่ำๆหนังก็มิได้เน้นอะไรมากมายนั้น เนื่องจากว่ามันก็เปลี่ยนเป็นจุดที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในหนังมากแค่ไหนแล้ว

หนังฝรั่ง

Love at First Sight รักแรกพบ

Love at First Sight รักแรกพบ เกิดเรื่องราวของ แฮดลีย์ กับ โอลิเวอร์ วัยรุ่นที่บังเอิญเจอกันหนแรกระหว่างที่พวกเขากำลังเดินทางผ่านมหาสมุทรแอตแลนติก จากฝั่งนิวยอร์กมายังลอนดอน จังหวะที่ชะตาชีวิตของพวกเขาเป็นเสมือนฝัน ไม่ว่าจะเป็นความเป็นได้ สถิติ รวมทั้งจังหวะ มีแค่เพียงคุณกับเขาแค่นั้นที่จะลากเส้นระบุทางความเชื่อมโยงของกันและกัน แม้กระนั้น..อย่าเพิ่งจะมีความรู้สึกว่าทุกสิ่งมันจะพอเหมาะพอเจาะอะไรขนาดนั้น

ก็แน่ๆล่ะ Love at First Sight ปรับปรุงแก้ไขดัดแปลงมาจากนิยายขายดิบขายดีระดับนานาชาติของ “เจนนิเฟอร์ อี. สมิธ” ที่เคยตรึงใจคนอ่านมาแล้ว เมื่อจำเป็นต้องมาขึ้นหน้าจอเป็นหนังรักยาว 90 นาทีหัวข้อนี้ มันบางครั้งก็อาจจะไม่มีแก่นอะไรเยอะแค่ไหน ราวกับจะมีเพียงแค่จังหวะรอมคอมปกติที่มิได้มีอะไรพิเศษ แม้กระนั้นปรากฏว่าเนื้อความที่แทรกสอดอยู่ในหนังประเด็นนี้กลับซึบดูดซึมแทรกไปสู่จิตใจผู้ชมได้อย่างไม่น่าเชื่อ เนื่องจากว่านี่ไม่ใช่หนังวัยรุ่นเจอะกัน แล้วหลงเสน่ห์กันเท่านั้น มันยังแทรกใจความสำคัญที่เชื้อเชิญกระตุ้นความน่าดึงดูดใจให้เจริญเพิ่มขึ้น

“วาเนสซา แคสวิลล์” ผู้กำกับผู้หญิงอังกฤษ ที่เคยมีประสบการณ์สร้างไม่นิซีรีส์ของอังกฤษมาหลายเรื่อง หนังฝรั่ง  นี่น่าจะเป็นหนังยาวเรื่องแรกในชีวิตแนวทางการทำงานของคุณ งานสร้างของคุณจัดว่าทำออกมาได้ตามมาตรฐานหนังรัก เบื้องต้น อีกทั้งสูตรสำเร็จแล้วก็จังหวะต่างๆทำออกมาได้อยู่ในกรอบ แม้ว่าจะไม่ฉีกและก็แปลก แม้กระนั้นบนเซฟโซนนั้นๆก็ทำให้หนังหัวข้อนี้เกื้อกูลตนเองไปถึงจุดหมายได้อย่างน่าพอใจ

Love at First Sight ใช้เวลาในตอนครึ่งแรกสำหรับในการปูพรมและก็เรื่องราวจากประเด็นของ 2 ผู้แสดงหลัก พวกเขาต่างมีเหตุมีผลรวมทั้งวัตถุประสงค์สำหรับการเดินทางคราวนี้ ในตอนที่ช่วงหลังเป็นการพาผู้ชมเข้าไปตรวจภายในของ แฮดลีย์ กับ โอลิเวอร์ ที่พวกเขาต่างเป็นหนุ่มสาวที่กำลังเผชืญหน้าจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชีวิตพวกเขา ที่เชื่อมโยงกับข้อความสำคัญทางครอบครัว หากแม้มันจะเป็นบทที่เฉิ่มๆเชยๆแต่เต็มไปด้วยคีย์เวิร์ดที่ลึกซึ้งซาบซึ้งใจอย่างไม่คาดฝัน

Once Upon a Crime กาลครั้งหนึ่งกับคดีปริศนา

Once Upon a Crime กาลครั้งหนึ่งกับคดีปัญหา เล่าราวในโลกเทพนิยายระหว่างที่สินเดอเรลลาได้ร่วม ufa352  งานสังสรรค์เต้นรำกับเหล่าวงศ์สกุลอันมีเกียรติ ปรากฏว่าคุณกับหนูน้อยหมวกแดงได้เข้าไปพันพัวกับวังวนปัญหาเข้า ทำให้พวกคุณจำเป็นต้องใช้ไหวพริบสำหรับเพื่อการขยายความชัดเจนแล้วก็แสวงหาความเป็นจริงที่หลบอยู่ ก่อนที่จะเสียงระฆังจะดังขึ้น…บอกเวลาเที่ยงคืน

หนังปรับเปลี่ยนผลิตขึ้นมาจากนิยายขายดิบขายดีของ “อาอิโตะ อาโอะยากิ” ที่เคยเผยแพร่ในปี 2020 โดยได้ผู้กำกับโด่งดัง “ยูอิจิ ฟูกุดะ” จากหนัง Gintama มารับหน้าที่ดูแลงานสร้าง และก็ร่วมปรับปรุงแก้ไขดัดแปลงเขียนบทหนังกับ “”ทัตสึโอะ ติดอยู่มาตะ” ที่พวกเขาเคยร่วมงานร่วมกันมาแล้วจาก Black Night Parade นั่นเอง จะต้องสารภาพว่าคำกลอนต้นฉบับของหนังออกจะมีส่วนประกอบที่แข็งแรง แม้ว่าจะเป็นการยำแล้วยำซ้ำ ดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขมาหลายทอดตามที

การจับเอาการราวในเทพนิยายมายำรวมทั้งแต่งเป็นจานใหม่ ถือได้ว่าเป็นการยืมเนื้อเรื่องที่หลักแหลมจริงๆ นำเอาเรื่องที่คนทั้งโลกรู้จักอย่างดีเยี่ยมแล้ว มาพ่วงใส่กับข้อความสำคัญสืบสวน แสวงหาว่าคนใดกันแน่เป็นคนทำ แน่ๆว่าเรื่องสไตล์ whodunit เป็นอะไรซึ่งสามารถยั่วยวนใจความพึงพอใจให้กับผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยม แม้เอามาผูกเรื่องรวมทั้งเงื่อนปัญหาได้อย่างน่าดึงดูด และก็ดูท่า Once Upon a Crime ก็ถ่ายทอดออกมาใช้ได้อยู่

หากว่างานโปรดักชั่นต่างๆจะเต็มไปด้วยความเป็นญี่ปุ๊น..ประเทศญี่ปุ่นทุกระเบียบปฏิบัตินิ้ว อีกทั้งฉาก ทั้งยังแสงสว่าง ทั้งยังรูปร่างหน้าตาสไตล์การแต่งตัว บ่งชี้ถึงความเป็นงานสร้างฉบับประเทศญี่ปุ่นโดยแท้จริง ที่แน่ๆว่าโปรดักชั่นของประเทศญี่ปุ่นก็ทำออกมาได้พอเพียงถึงแก่นอยู่ ยิ่งได้มาอยู่ในหมวดหนังแฟนตาซี จำต้องนับว่ากลุ่มผู้ผลิตจัดจ้าแล้วก็มีฝีมือถ่ายทอดออกมาได้ออกจะประพึงพอใจ

หนังฝรั่ง

The Equalizer 3 มัจจุราชไร้เงา 3

The Equalizer 3 พญายมไม่มีเงา 3 เล่าราวของ โรเบิร์ต แมคคอลล์ ต่อจากภาคก่อนๆนับจากทอดทิ้งชีวิตในฐานะมือสังหารของรัฐบาล เขาก็ได้เจอกับความเหนื่อยยากสำหรับเพื่อการที่จะรอมชอมกับเรื่องเลวร้ายที่เขาเคยทำไปในอดีตกาล รวมทั้งศึกษาและทำการค้นพบแนวทางการอยู่กับมันด้วยการบริการความชอบธรรมในฐานะผู้ถูกบังคับ ก่อนที่จะเขามาอาศับอยู่ที่บ้านในอิตาลีตอนใต้ ที่ซึ่งเขาศึกษาและทำการค้นพบสหายใหม่ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ร้ายแคว้น ในเวลาที่สถานการณ์ร้ายแรงขึ้น แมคคอลล์ ทราบว่าสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำก็คือ จะต้องปกเพื่อนพ้องของเขาด้วยการจัดการมาเฟีย

แน่ๆว่ายังคงจะมี “อวงตวน ฟูควา” ผู้กำกับคู่บารมีที่ปลุกปั้นแฟรนไชส์นี้มาตั้งแต่ต้น  หนังฝรั่ง ยังกลับมารับหน้าที่เดิมของตนเองอีกรอบ กับการใส่ท่าทางและก็ทีท่าที่ออกจะเป็นสไตล์ที่ไม่เหมือนกับอีกทั้ง 2 ภาคก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาไปเล็กน้อย ด้วยการไล่เรียงจังหวะของหนังอย่างค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ค่อยๆอะไรก็แล้วแต่คล้ายกับเป็นผู้แทนของความช้าลงของนักแสดงหลัก อย่าง โรเบิร์ต แมคคอลล์ ที่แปลงเป็นมือสังหารที่วัยโรยราขึ้นไปเรื่อยแล้วมั๊ง

เอาตามจริง The Equalizer 3 ภาคนี้อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีตอนจังหวะการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างจะเนิบๆแล้วก็เอื่อยเฉื่อยแตกต่างจากภาคก่อนหน้าที่ผ่านมา ถึงจะออกจะช้า แต่ว่าหนังก็ยังคงซึ่งไว้เอกลักษณ์ของหนังชุดเอาไว้ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทางที่แสนแยบคายที่หยอดใส่เข้าไปก้าวหน้า กับลีลาท่าทางฉากแอคชั่นต่างๆที่เหมาะเจาะพอดี แล้วก็ยังคงรักษาเส้นเรื่องรวมทั้งติดอยู่แรกเตอร์ความดุเดือดของ โรเบิร์ต แมคคอลล์ เอาไว้ได้อย่างแจ่มแจ้ง

บทหนังของ “ริชาร์ด เว็งก์” บางครั้งอาจจะมิได้หวือหวาอะไร เพราะว่าเต็มไปด้วยสูตรสำเร็จแบบเดิมๆรวมทั้งพล็อตเรื่องก็แสนจะปกติ แม้ว่าจะพากเพียรทำให้มันแยบคายรวมทั้งตาม แม้กระนั้นในส่วนประกอบของผู้แสดง โรเบิร์ต แมคคอลล์ ก็ยังทำเป็นดีอยู่แบบเดียวกัน บทสร้างให้เขามีเนื้อมีหนัง มีอารมณ์ แล้วก็ความเป็นคนมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงเสียดายน้อยที่พล็อตรองและก็ส่วนประกอบเสริมต่างๆของหนังยังคงออกจะมองไม่ถ้วนถี่ ที่จะสร้างอารมณ์ประทับใจได้ไปสักนิดสักหน่อย